nurullah's profileالعلم نور ونور الله لايج...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
العلم نور ونور الله لايجتمع مع المعاصى --- لكي أكون نوراللهความรู้คือแสงสว่าง และ"แสงสว่างของอัลลอฮฺ"จะไม่อยู่ร่วมกับผู้ที่ฝ่าฝืน โปรแกรมดีดีเดาเราะฮฺศ็อยฟียะฮฺ วัน เวลา ผู้สอน วิชา หนังสือ เสาร์ 9.00-หลังซุฮรฺ ดร.ยุสรอ รุชดี หะดีษ ศอเฮียฮฺบุคอรี หลังซุฮรฺ เชคอะฮฺมัด อัลฮุญัยนฺ ฟิกฮฺชาฟีอียฺ อัลบัยญูรียฺ ถึง " หะดีษ อัรบะอีนอันนะวะวียะฮฺ มัฆริบ " ก่อวาอิดอัชชาฟีอียะฮฺ อัลอัชบาฮฺวันนะซออิรฺ หลังมัฆริบ เชคซัยยิด ชักตูต อุศูลุลฟิกฮฺ ฆอยะตุ้ลมะอฺมูล(ชัรฮุลวะร่อก๊อต)
อาทิตย์ 16.30-มัฆริบ ดร.ญะมาล ฟารูก อะกีดะฮฺ อัลค่อรีดะฮฺ หลังมัฆริบ ดร.มุฮัมมัด ชัลบียฺ ก่อวาอิดชาฟีอียะฮฺ-มีรอซ อัลอัชบาฮฺวันนะซออิรฺ
จันทร์ 7.30-11.00 เชคอิมาด อัฟฟัต ฟิกฮฺชาฟีอียฺ ฮาชียะฮฺอัลบัยญูรียะฮฺ หลังซุฮรฺ ดร.มุฮัมมัดร่อบียอฺ อัลเญาฮะรียฺ เตาฮีด อัลเญาฮะเราะฮฺ หลังอัศรฺ-มัฆริบ เชคอุซามะฮฺ ซัยยิด มันฎิก - หลังมัฆริบ เชคซัยยิด ชัลตูต ฟิกฮฺชาฟีอียฺ อัลญะลาลุลมะฮัลลียฺอะลัลมินฮาจ
อังคาร 7.30-11.00 เชคอิมาด อัฟฟัต ฟิกฮฺชาฟีอียฺ ฮาชียะฮฺอัลบัยญูรียะฮฺ หลังอัศรฺถึง ดร.มุฮัมมัด ซัยยิด อุศูลุลฟิกฮฺ อัลวะร่อกอต มัฆริบ " ฟิกฮฺฮัมบาลียฺ อัรเราฎุลมิร็อบบะอฺ หลังมัฆริบ ดร.ชัยคูน บะลาเฆาะฮฺ อัลบะลาเฆาะตุ้ลวาฎิฮะฮฺ
พุธ หลังซุฮรฺถึงอัศรฺ เชคอุซามะฮฺ ซัยยิด มันฎิก - หลังอัศรฺ ดร.ญะมาล ฟารูก อะกีดะฮฺ อัลค่อรีดะฮฺ หลังมัฆริบ ดร.มุฮัมมัด ชัลบียฺ ก่อวาอิดชาฟีอียะฮฺ-มีรอซ อัลอัชบาฮฺวันนะซออิรฺ
พฤหัสฯ 10.30-ซุฮรฺ เชคอัชรอฟ มะกาวียฺ อุศูลมาลีกียะฮฺ - หลังอัศรฺ ดร.มุฮัมมัด ฮุซัยนฺ อุษมาน นะฮวฺ อัลฟียะฮฺอิบนุมาลิก
...โปรแกรมดีดียังไม่หมดแค่นี้... ..แล้วจะมาต่อให้สมบูรณ์.. ..อินชาอัลลอฮฺ..
ดร.ละวาฮิซกับวิชาตัยยารอตดร.ละวาฮิซ มีพ่อชื่ออับดุลสลาม มีปู่ชื่ออาลี
เป็นดร.อยู่แผนกอกีดะฮฺ&ฟัลซะฟะฮฺ
สอนฉันในวิชาตัยยารอต
เป็นดร.ที่สอนสนุกมาก...
คุณเชื่อมั๊ย?...เวลาสอนดร.เขาไม่ใช้ไมค์น่ะ
แต่สามารถสะกดทุกสายตาและใบหูให้จดจ่ออยู่ที่ตัวดร.คนเดียวได้
ด้วยกับเสียงที่ทรงพลัง ชัดถ้อยชัดคำ
ด้วยกับท่าทางประกอบการสอนที่คล่องแคล่ว ลื่นไหล
ด้วยกับหัวใจที่เอาในใส่นักศึกษาทั้งมิศรียาต และโดยเฉพาะวาฟิดาตเป็นพิเศษ
...ฉันหลงรักดร. ...
มีคนสัญชาตินี้ไม่กี่คนหรอกที่ทำให้ฉันประทับใจถึงขนาดกล้าบอกว่ารักได้
เดี๋ยวฉันจะเล่าให้ฟังว่าทำไมฉันถึงรักดร.คนนี้...
...
..
.
ในคาบเรียนหนึ่งของดร.ละวาฮิซ นักศึกษามาสายกันเยอะมาก
บางคนมาสายช่วงแรกๆยังไม่เท่าไหร่...แต่บางคนสายยยยยยยยยยยยซะจนฉันยังคิดว่า
"มันจะมาทำอะไรป่านนี้???"
...มีอินโดฯตัวเล็กๆคนนึงเดินเข้ามา ดร.หันมาถามอย่างแย้มยิ้มว่า
"ทำไมถึงมาสายจ๊ะ? หนูมาสายอย่างนี้แล้วจะเข้าใจที่ฉันอธิบายได้ยังไง วิชานี้ยากน่ะ หนูจะไปให้คนอื่นอธิบายก็ไม่เข้าใจอย่างที่ฉันอธิบายหรอก...ฯลฯ...คราวหลังมาให้เร็วกว่านี้นะจ๊ะ"
โอ...ฉันฟังแล้วยังมีความรู้สึกว่า "หูยยยยย...อยากให้ดร.พูดกับเราอย่างนี้มั่งจัง"(แต่ขอเป็นสถานการณ์อื่นน่ะ)
แต่พวกมาสายยังไม่จบแค่อินโดฯ...ซักพักมีอาหรับเดินเข้ามาอีกเป็นกลุ่มเลย
คุณเชื่อมั๊ย?...แค่ช่วงเวลาไม่เกิน3การกระพริบตา ดร.เปลี่ยนน้ำเสียงได้รวดเร็วมาก
"เอดะฮฺ...(อะไรเนี่ยะ)...ทำไมมาสาย มาทำอะไรกันป่านนี้ห๊า นี่มันกี่โมงแล้ว...ฯลฯ..."
แต่ดร.เขาดุยิ้มๆน่ะ เขาคงขำตัวเองด้วยแหละ ส่วนพวกเราน่ะหรอ...
-ฮาครืน-
มีอีกๆๆๆ...
ดร.ละวาฮิซ เวลาสอนเขาจะพูดอาหรับฟุศฮะฮฺ
(ถึงจะไม่100% แต่ก็นับว่าปนอามน้อยกว่าดร.คนอื่นมาก)
มีอยู่ครั้งนึงที่พวกเราต้องฮาครีนกันอีกกับฟุศฮะฮฺจ๋าจัดของดร.
...เมื่ออัมมุอัชรอฟ(คนงานชายในกุลลิยะฮฺ)จะเข้ามาคุยธุระกับดร.
อัมมุเคาะประตูห้องให้สัญญาณ...ดร.หันมาบอกกับนักศึกษาว่า
"إغلقى" ตามความหมายของดร.คือ ให้นักศึกษาที่คลุมหน้าดึงผ้ามาปิดหน้าซะ
ฮากันทั้งห้องค่ะ...เพราะคำที่ดร.ใช้น่ะเขาใช้กับการปิดอะไรที่ใหญ่ๆหน่อย เช่นประตู หรือเวลาจะปิดภาชนะ
(ปกติถ้าจะบอกให้ปิดหน้าจะพูดว่า لبس النقاب (ลิบซฺนิกอบ) จะใช้คำว่า لبس ซึ่งแปลว่าสวมใส่)
แล้วดร.ก็หันมาบอกอัมมุอัชรอฟว่า "เดี๋ยวไปคุยธุระกันข้างนอกดีกว่า ในนี้บนาตเขาไม่ค่อยสะดวก"
น่ารักป่ะล่ะ...ดร.คนอื่นเขายังไม่ใส่ใจในรายละเอียดขนาดนี้เลย
พอดร.จะออกไปคุยธุระข้างนอกก็หันมาบอกพวกเราอีกว่า "إفتحى "
ฮากันอีกรอบคับทั่น...เพราะคำที่ดร.ใช้น่ะ เขาใช้กับการเปิดอะไรที่ใหญ่ๆอย่างเช่นประตูเหมือนกัน
(ปกติถ้าจะบอกให้เปิดหน้าจะพูดว่า كشف النقاب (กัชฟฺนิกอบ) จะใช้คำว่า كشف ซึ่งแปลว่า เปิด เผย ยกออก หรือเปิดโปงก็ได้)
ดร.เขาน่ารักจริงน่ะ ถ้าจะเล่าเรื่องของดร.ละวาฮิซให้หมดคงแย่
งั้น...ขอแถมอีกเรื่องนึงก็แล้วกัน
อย่างล่าสุดวันนี้...มีอินโดฯกลุ่มหนึ่งมาเข้าเรียนสาย (อินโดฯอีกแล้ว)
พอกลุ่มนี้เข้าห้องมา ดร.ก็หันมาถามว่า "ทำไมถึงมาสายจ๊ะ?"
อินโดฯตอบว่า "รถเมล์มันแน่น แออัด (زحمة ) มากเลยค่ะ"
ดร.บอกว่า "อ๋อ หรอจ๊ะ...งั้นก็ขึ้นไปแออัด (زحمة) ต่อในห้องเรียนเลยละกันนะจ๊ะ"
(เพราะมาสายคนเขานั่งกันเต็มเอียดแล้ว+ห้องเรียนเป็นห้องอัฒจรรย์เลยต้องขึ้นไปแออัดต่อในชั้นบนๆ)
.
..
...
เหมือนจะออกแนวน่ารัก ใจดี แต่เอาจริงดร.คนนี้เขาก็ดุ เฮี้ยบเหมือนกันน่ะ
แต่จะดุแบบนิ๊ม นิ่ม และ นิ๊ง นิ่ง
ถ้าเกิดมีเสียงพูดคุยหรือเสียงโทรศัพท์ในห้องเรียน ดร.จะไม่สอนเลย
จะเงี่ยบบบบบบบบบ ซะจนพวกเราต้องเงียบกว่าดร.
ไม่เคยล๊อคประตูห้องหรือไล่เด็กที่มาสาย
แต่ถ้าใครมาสายก็จะมองตามตั้งแต่เดินเข้าห้องมาจนกว่าจะหาที่นั่งเรียบร้อย
ซึ่งก็แน่นอน...สายตาอื่นๆในห้องก็จะมองตามด้วย(มองตามว่าทำไมดร.ถึงหยุดสอน)
ดูเหมือนไม่ชอบคนที่มาสาย
แต่ถ้าที่นั่งไม่พอก็จะบอกกับนักศึกษาที่มาก่อน&มีที่นั่งว่า "เขยิบไปอีกหน่อยเพื่อนๆของเธอเขาไม่มีที่นั่ง ขยับที่ให้เขานั่งด้วย"
แล้วก็ขึ้งอนอีกตะหาก...
เคยถกเถียงกับนักศึกษาคนหนึ่ง(จำได้ว่าในคาบเรียนเรื่อง Secularism) ซะจนงอนไม่ยอมสอน เด็กง้อก็ไม่ฟัง หนีออกไปเลย
วันนี้....
ดร.เขานัดอาคิรฺมุฮาดะเราะฮฺแล้วค่ะ
เป็นสัญญาณบอกว่า...ฉันต้องเริ่มชำแหละหนังสือของดร.ได้แล้ว
แต่..ฮือออออออออออออออ ดร.ขา...
หนูชอบดร.ก็จริง
วิชาที่ดร.สอนก็สนุก
แต่หนังสือของดร.น่ะ อ่านยากมากมายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย...
(ยากแบบว่าเปิดกอมูสหาศัพท์ไม่เจอซักกะตัวอ่ะ..)
-----------------------------------------------------------------
*วิชาตัยยารอต ไม่ใช่วิชาทำเครื่องบินค่ะ
تيارات เป็นพหูพจน์ของคำว่า تيار แปลว่ากระแส...ดูตามเนื้อหาวิชาแล้วจะคล้ายกับวิชา الملل و النحل (ศาสนาเปรียบเทียบ - ประมาณนั้น) แต่จะต่างกันตรงที่เนื้อหาของตัยยารอตจะไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มหรือลัทธิความเชื่อในเรื่องศาสนา100% แต่จะเป็นกลุ่มหรือกระแสที่จะก่อให้เกิดความเสียหายบนหน้าแผ่นดินในปัจจุบัน..เกี่ยวข้องกับศาสนาด้วยแต่จะมีเรื่องการแทรกแซงทางการเมืองเข้ามาปะปนเยอะกว่า เช่น Secularism / Zionism / กลุ่มปรัชญาที่เน้นการตีความเรื่องการมีอยู่ของพระเจ้า(วุญูดียะฮฺ) - (คือตัยยารอตเนื้อหาค่อนข้างจะทันสมัยกว่า เพราะอย่างในวิชามิลัลฯ หลายๆศาสนาที่เรียนเป็นศาสนาที่ตายไปแล้ว)...โดยวิชานี้(ของมหาวิทยาลัยนี้)จะเรียนรู้เกี่ยวกับกลุ่มเหล่านี้ในรายละเอียดด้านต่างๆ และทรรศนะ+ท่าทีของอิสลามที่มีต่อกลุ่มเหล่านี้จากกิตาบุลลอฮฺ อัซซุนนะฮฺ และความคิดเห็นของอุลามาอฺ
ปล. เป็นคำนิยามที่คิดขึ้นมาเอง ผิดถูกอย่างไรรบกวนช่วยแก้ไขด้วยค่ะ มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง - เธอคือเจ้าหญิงจุดเริ่มต้น เธอเป็นหญิงสาวชาวรัสเซีย มาจากครอบครัวที่เคร่งครัดและคลั่งไคล้ในศาสนาคริสต์นิกายออร์ธอด๊อกซ์อย่างมาก มีพ่อค้าชาวรัสเซียคนหนึ่งยื่นข้อเสนอในการทำธุรกิจให้กับเธอโดยให้เธอเดินทางไปประเทศแถบอ่าวอาหรับพร้อมกับผู้หญิงรัสเซียกลุ่มหนึ่งเพื่อซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นั่นและนำกลับมาขายที่รัสเซีย แต่ชายคนนั้นมีจุดมุ่งหมายในการพาพวกเธอมาที่ประเทศนี้อีกอย่างหนึ่ง เมื่อมาถึงเขาก็ออกลาย เขาให้พวกเธอฝึกฝนทำในสิ่งที่เลวร้าย เขายื่นข้อเสนอต่างๆที่ยั่วยวนให้กับพวกเธอ ทรัพย์สินมากมาย เพื่อนฝูงเยอะแยะ พวกผู้หญิงทุกคนยอมตามข้อเสนอของเขา...ยกเว้นเธอคนนี้ เธอเป็นผู้ที่ยึดมั่นในศาสนาของเธอมากจนใครๆต่างก็หัวเราะเยาะเธอ ชายคนนั้นบอกกับเธอว่า "เธออยู่ในประเทศที่ไม่ใช่ประเทศของเธอ เธอไม่มีอะไรเลยนอกจากเสือผ้าที่เธอใส่อยู่ และฉันก็ไม่มีทางใจะให้อะไรเธอทั้งสิ้น" เขาเริ่มสร้างความกดดันให้กับเธอ ให้เธออาศัยอยู่ในห้องพักรวมกับพวกผู้หญิงคนอื่นๆ และซ่อนหนังสือเดินทางของเธอเอาไว้ พวกผู้หญิงคนอื่นๆถูกเขาล่อลวงและเปลี่ยนความคิดไปหมดแล้ว แต่เธอยังมั่นคงอยู่บนความคิดทีสะอาดและบริสุทธิ์ ทุกๆวัน เธอยังคงรบเร้าให้เขาคืนหนังสือเดินทางให้กับเธอหรือไม่ก็ส่งเธอกลับไปที่รัสเซีย แต่เขาก็ปฎิเสธทุกครั้ง ในวันหนึ่ง เธอค้นหาหนังสือเดินทางของเธอที่เขาซ่อนเอาไว้จนกระทั่งพบ เธอเอามันมาและหนีออกไปจากห้องพักนั้น...เธอออกไปที่ถนน เธอไม่มีอะไรเลยนอกจากเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ เธอไม่รู้จะไปทางไหนและไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร ไม่มีครอบครัว ไม่มีคนรู้จัก ไม่มีเงิน ไม่มีอาหาร ไม่มีที่พัก เธอหันมองทางซ้ายและทางขวาอย่างสับสนงงงวย...ทันใดนั้นเอง เธอเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งเดินมากับผู้หญิง3คน ภาพพวกเขาที่เธอเห็นทำให้เธอรู้สึกสงบ เธอจึงไปหาพวกเขาและเริ่มพูดด้วยภาษารัสเซีย แต่ปัญหาอยู่ตรงที่เขาไม่เข้าใจภาษารัสเซีย เธอจึงถามพวกเขาว่า:"พวกคุณพูดภาษาอังกฤษได้มั๊ยค่ะ?" พวกเขาบอกว่า:"ได้ค่ะ/ครับ" เธอดีใจมากและร้องไห้ออกมา เธอบอกว่า:"ฉันเป็นคนรัสเซีย เรื่องราวของฉันเป็นอย่างนี้ๆๆๆๆ...ฉันไม่มีเงิน ไม่มีที่พัก และฉันต้องการกลับประเทศของฉัน ฉันขอที่พักซัก2-3วันได้มั๊ยค่ะ จนกว่าฉันจะติดต่อกับครอบครัวของฉันที่รัสเซียได้" ชายคนนั้น(คอลิด)ได้ติดไตร่ตรองเรื่อราวและคำขอร้องของเธอ...เป็นไปได้ว่าเธออาจจะโกหกหลอกลวงก็ได้ เธอมองมาที่เขาและร้องไห้ในขณะที่เขากำลังปรึกษากับแม่และน้องสาวทั้งสองคนของเขา ...ในที่สุดพวกเขาก็ตกลงพาเธอไปที่บ้านและติดต่อกับครอบครัวของเธอให้ แต่ว่าไม่สามารถติดต่อได้ เธอสวดมนต์ทุกชั่วโมงที่กำลังติดต่อกับที่บ้าน พวกเขารู้ว่าเธอเป็นคริสเตียน พวกเขาได้พูดคุยกับเธอและเป็นเพื่อนกับเธอ จนกระทั่งเธอรักพวกเขา พวกเขาได้เสนออิสลามให้กับเธอแต่เธอปฎิเสธและไม่ยอมสนทนาในเรื่องศาสนาด้วยเลย เพราะเธอมาจากครอบครัวออร์ธอด๊อกซ์ที่มีหลักศรัทธาฝังลึกว่า -เกลียดอิสลามและมุสลิม- คอลิดได้ไปที่ศูนย์กลางการเผยแพร่อิสลามและได้นำหนังสือเกี่ยวกับอิสลามที่เป็นภาษารัสเซียมาให้เธอ เธออ่านและครุ่นคิด ...วันเวลาผ่านไปโดยที่พวกเขาพยายามให้เธอยอมรับอัลอิสลาม จนกระทั่งเธอเข้ารับอิสลาม...อิสลามของเธอนั้นงดงามยิ่ง เธอให้ความสำคัญกับการเรียนรู้วิชาการศาสนาและเอาใจใส่ในการที่จะเป็นมัรอะฮฺศอลิฮะฮฺ(หญิงที่มีคุณธรรมสูงส่ง) เธอกลัวที่จะต้องกลับไปที่ประเทศของเธอและกลัวที่ต้องกลับไปเป็นคริสเตียน การแต่งงาน เธอได้แต่งงานกับคอลิด และเธอก็เป็นมุสลิมะฮฺที่ยึดมั่นในศาสนาอย่างมาก วันหนึ่งเธอไปตลาดกับสามีของเธอ ที่นั่นเธอได้เห็นหญิงคนหนึ่งคลุมฮิญาบและยังปิดหน้าด้วย...นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้มุสลิมะฮฺที่คลุมฮิญาบแบบสมบูรณ์ เธอรู้สึกแปลกใจในฮิญาบรูปแบบนี้มาก เธอถามสามีของเธอว่า:"คอลิด ทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงแต่งตัวแบบนั้นละค่ะ? หรือว่าเธอไปโดนอะไรมาจนใบหน้าของเธอเสียโฉมค่ะเธอเลยต้องปิดหน้า?" เขาบอกเธอว่า:"ไม่ใช่หรอกครับ ผู้หญิงคนนี้เธอสวมฮิญาบในรูปแบบที่อัลลอฮฺพอใจที่สุดต่างหาก" เธอนิ่งเงียบไปสักครู่และบอกว่า:"ใช่แล้ว...นี่คือฮิญาบรูปแบบที่อัลลอฮฺต้องการจากเรา" เขาถามเธอว่า:"คุณคิดอะไรอยู่หรือครับ?" เธอบอกเขาว่า:"ทุกวันนี้ เวลาฉันเข้าไปที่ตลาดหรือศูนย์การค้าหรือที่ใดๆก็ตาม คนที่นั่นเขาไม่ได้ลดสายตาลงจากใบหน้าของฉัน สายตาของพวกเขาแทบจะกลืนกินใบหน้าของฉัน ถ้าเช่นนั้นใบหน้าของฉันก็จำเป็นที่จะต้องปกปิดนะซิค่ะต้องให้สามีของฉันเท่านั้นได้เห็น...ถ้าอย่างงั้น ฉันจะไม่ออกไปจากที่นี่นอกจากจะไปในสภาพของฮิญาบเหมือนกับผู้หญิงคนนั้น...ฉันจะซื้อฮิญาบแบบนั้นได้ที่ไหนหรือค่ะ?" เขาบอกเธอว่า:"แต่ถ้าคุณจะใส่ฮิญาบแบบเดิมของคุณ แบบเดียวกับที่แม่และน้องสาวของผมใส่อยู่ก็ได้นะครับ(ไม่ผิดเหมือนกัน)?" เธอบอกว่า:"ไม่ค่ะ ฉันต้องการฮิญาบแบบที่อัลลอฮฺต้องการค่ะ" วันเวลาของเธอผ่านไป เธอไม่ได้เพิ่มสิ่งใดในตัวเธอเลยนอกจากอีมาน อีมาน และอีมาน คนรอบข้างเธอต่างก็รักเธอ และเธอก็ยังเป็นผู้ครอบครองหัวใจและความรู้สึกของสามีเธอด้วย วันหนึ่ง เธอพบว่าหนังสือเดินทางของเธอใกล้จะหมดอายุ เธอต้องต่ออายุหนังสือเดินทาง แต่ที่ยุ่งยากก็คือเธอต้องกลับไปทำเรื่องต่ออายุหนังสือเดินทางในเมืองที่เธอเกิด เธอต้องเดินทางกลับไปที่รัสเซีย ไม่เช่นนั้นหนังสือเดินทางของเธอก็จะใช้ไม่ได้ คอลิดจะเดินทางไปพร้อมกับเธอ เธอไม่ต้องการเดินทางโดยไม่มีมะฮฺรอม พวกเขาโดยสารเครื่องบินกลับไปยังรัสเซีย เธอออกเดินทางด้วยกับชุดฮิญาบที่สมบูรณ์และนั่งข้างๆสามีของเธอที่เป็นที่หะล้าลสำหรับเธอ "ผมกลัวว่าจะเกิดปัญหาเพราะฮิญาบของคุณจังเลย" คอลิดบอกกับเธอด้วยความเป็นห่วง เธอบอกเขาว่า:"คุณจะให้ฉันเชื่อฟังคนกาฟิรฺพวกนี้แล้วให้ฉันฝ่าฝืนอัลลอฮฺหรือค่ะ?...ไม่ค่ะ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ พวกเขาจะทำอะไรก็ทำไปเถอะค่ะ" คนอื่นๆเริ่มหันมามองเธอ ผู้โดยสารบางคนดื่มเหล้าและเหล้าเริ่มออกฤทธิ์ได้พูดจาเสียดสีเธอ พวกเขาหันมามองเธอจากทางนั้นบ้างทางนี้บ้าง คนนั้นหัวเราะเยาะ คนนี้ก็เยาะเย้ย บางคนมายืนข้างๆเธอและวิพากษ์วิจารณ์เธอ คอลิดมองพวกเขาแต่เขาไม่เข้าใจภาษาที่คนพวกนั้นพูดเลย ส่วนเธอนั้นเพียงแต่ยิ้ม เธอแปลคำพูดของพวกเขาให้คอลิดฟัง คอลิดโกรธมาก เธอบอกคอลิดว่า:"อย่าโกรธไปเลยค่ะคอลิด อย่าให้คำพูดของคนพวกนั้นมาทำให้คุณไม่สบายใจซิค่ะ นี่เป็นเรื่องเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับการทดสอบที่บรรดาศอฮาบะฮฺและศอฮาบียะฮฺเคยประสบมาก่อน" ...เธอและสามีได้อดทน อดกลั้นจนกระทั่งมาถึงสนามบินที่รัสเซีย ที่รัสเซีย คอลิดเล่าให้ฟังว่า: "เมื่อเรามาถึงที่สนามบิน ผมคิดว่าเราจะไปที่บ้านของครอบครัวเธอและพักอยู่กับพวกเขา หลังจากนั้นเราก็จะทำเรื่องต่ออายุพาสปอร์ตแล้วก็เดินทางกลับ...แต่ว่าความคิดของภรรยาผมไปไกลกว่านั้น เธอบอกกับผมว่า:"ครอบครัวของฉันเป็นออร์ธอด๊อกซ์ที่คลั่งไคล้(ตะอัศศุบ)ในศาสนาของพวกเขามากค่ะ ฉันยังไม่อยากกลับบ้านไปตอนนี้! ฉันคิดว่าเราน่าจะไปเช่าห้องอยู่แล้วก็ทำเรื่องต่ออายุพาสปอร์ต พอเสร็จแล้วก่อนเดินทางกลับเราค่อยไปเยี่ยมพวกเขากันน่ะค่ะ" ผมเห็นว่าความคิดของเธอเป็นความคิดที่ดีและเหมาะสมกว่า เราจึงเช่าห้องๆหนึ่งและพักที่นั่น วันต่อมาพวกเราไปที่สถานกงสุลและเข้าไปแจ้งจุดประสงค์ของเราต่อเจ้าหน้าที่ เขาจึงขอพาสปอร์ตเล่มเก่าและรูปถ่ายของภรรยาผม เธอก็ให้รูปถ่ายขาวดำที่เห็นเฉพาะใบหน้าให้กับเขาไป เจ้าหน้าที่คนนั้นบอกกับเราว่า:"รูปถ่ายแบบนี้ใช้ไม่ได้น่ะครับ เราต้องการรูปสีและต้องเห็นใบหน้า ผม และลำคอด้วย" ภรรยาของผมปฎิเสธที่จะให้รูปถ่ายแบบนั้นกับเขา เราจึงไปหาเจ้าหน้าที่คนที่สอง และคนที่สาม ทุกคนต้องการรูปถ่ายที่ไม่คลุมฮิญาบ ภรรยาของผมบอกพวกเขาว่า:"ฉันไม่สามารถให้รูปถ่ายที่มีการอวดโฉมเช่นนั้นอย่างเด็ดขาดค่ะ" เจ้าหน้าที่ทุกคนต่างก็ปฎิเสธที่จะรับเรื่องขอต่ออายุพาสปอร์ตของเธอ เธอจึงเข้าไปหาผู้อำนวยการของที่นั่น(เธอเป็นผู้หญิง) ภรรยาผมพยายามอย่างมากที่จะให้ผู้อำนวยการรับรูปของเธอใบนั้นเพื่อทำเรื่อง แต่เธอก็ปฎิเสธ ... ภรรยาผมยังคงขอร้องเธอและให้เหตุผลกับเธอว่า:"คุณก็เห็นนี่ค่ะว่ารูปนี้เป็นรูปของฉันจริงๆ คุณสามารถเอารูปใบนี้ไปเทียบกับรูปที่คุณมีอยู่ได้ ส่วนที่สำคัญคือการเห็นใบหน้าไม่ใช่หรือค่ะ ส่วนผมน่ะยังเปลี่ยนทรงได้ รูปนี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วนี่ค่ะ?" ผู้อำนวยการคนนี้เธอเป็นคนที่เข้มงวดกับกฎระเบียบมาก และไม่ยอมรับเอารูปแบบไม่เห็นผมและคอ ภรรยาของผมจึงบอกกับเธอว่า:"ฉันไม่สามารถให้รูปคุณได้หรอกค่ะนอกจากรูปนี้(ที่คลุมฮิญาบ)เท่านั้น พอจะมีทางออกอื่นได้มั๊ยค่ะ?" ผู้อำนวยการบอกว่า:"ไม่มีใครแก้ปัญหานี้ให้พวกคุณได้หรอกค่ะ นอกจากผู้อำนวยการสถานกงสุลใหญ่ที่มอสโก"... เราออกมาจากสถานกงสุล เธอหันมาหาผมและบอกว่า:"คอลิดค่ะ เราจะไปมอสโกกันน่ะค่ะ" ตอนนั้นผมบอกกับเธอไปว่า:"ให้รูปถ่ายในแบบที่พวกเขาต้องการไปเถอะครับ อัลลอฮฺจะไม่ทรงบังคับชีวิตหนึ่งชีวิตใดนอกจากตามความสามารถของเขาเท่านั้น(2:286) จงยำเกรงต่ออัลลอฮฺเท่าที่เจ้ามีความสามารถ(64:16) นี่เป็นกรณีจำเป็น คนที่จะเห็นพาสปอร์ตของคุณเป็นเพียงคนกลุ่มเดียวเท่านั้นน่ะครับ แล้วเขาก็ต้องดูมันเพราะเป็นความจำเป็นด้วย นอกนั้นเราก็จะเก็บมันไว้ที่บ้านไม่มีใครเห็น อย่าเอามันมาเป็นปัญหาเลยครับเราไม่ต้องเดินทางไปมอสโกหรอก" เธอบอกผมว่า:"ไม่ค่ะ ฉันไม่สามารถที่จะให้พวกเขาเห็นรูปถ่ายที่เปิดเผยเอาเราะฮฺของฉันได้ หลังจากที่ฉันได้รู้จักศาสนาของอัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาแล้ว" ที่มอสโก ด้วยความจำใจของผม เราเดินทางไปที่มอสโก...เราเช่าห้องๆหนึ่งและพักที่นั่น วันต่อมาเราไปที่สถานกงสุลใหญ่ เราเข้าไปหาเจ้าหน้าที่คนที่หนึ่ง คนที่สอง แล้วก็คนที่สาม จนสุดท้ายเราจำเป็นต้องเข้าไปหาผู้อำนวยการใหญ่...เขาเป็นคนที่ชั่วร้ายมาก!!! เขามองที่พาสปอร์ตและพลิกรูปในมือไปมาแล้วเขาก็หันมาพูดกับภรรยาของผมว่า:"ใครจะยืนยันกับผมได้ล่ะว่าคุณคือคนในรูปนี้จริงๆ?"...เขาต้องการให้เธอเปิดใบหน้าของเธอให้เขาดู เธอจึงบอกเขาว่า:"ถ้าเช่นนั้น คุณเรียกเจ้าหน้าที่หญิงหรือเลขานุการหญิงของคุณคนไหนก็ได้ค่ะให้เธอมา แล้วฉันจะเปิดหน้าของฉันให้เธอดูเทียบกับในรูปถ่าย ส่วนคุณน่ะ ฉันไม่มีทางเปิดหน้าของฉันให้คุณดูเป็นอันขาด" ผู้อำนวยการใหญ่โกรธมาก เขาเอาพาสปอร์ตอันเก่า รูปถ่ายและเอกสารอื่นๆโยนลงไปในลิ้นชักและบอกเธอว่า "คุณจะไม่ได้ทั้งพาสปอร์ตอันเก่าและอันใหม่ นอกจากคุณจะต้องเอารูปถ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนดมาให้ผมและให้ผมดูเปรียบเทียบกับใบหน้าจริงของคุณ" ภรรยาของผมพูดกับเขาพยายามโน้มน้าวเขา ทั้งสองพูดกันด้วยภาษารัสเซีย ผมได้แต่มองไปยังสองคนนี้โดยที่ไม่เข้าใจในภาษาที่เขาพูดกัน ผมรู้สึกโกรธมากแต่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรเธอได้เลย เขายังพูดซ้ำๆแต่ว่า:"ต้องใช้รูปถ่ายตามเงื่อนไขที่เรากำหนดเท่านั้น!!!" ภรรยาของผมก็พยายามพูดให้เขายอมรับเงื่อนไขของเธอ แต่ว่า...ไม่มีประโยชน์! เธอจึงเงียบและยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ผมหันไปหาเธอและบอกเธอว่า:"ที่รักครับ อัลลอฮฺจะไม่ทรงบังคับชีวิตหนึ่งชีวิตใดนอกจากตามความสามารถของเขาเท่านั้น(2:286) เราอยู่ในสภาพที่จำเป็นนะครับ ถ้าอย่างนั้นเมื่อไหร่เราจะได้ออกไปจากที่นี่กันล่ะ?" เธอบอกผมว่า:"และผู้ใดที่ยำเกรงต่ออัลลอฮฺพระองค์ก็จะทรงหาทางออกให้แก่เขาและจะทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่เขาจากที่ที่เขาไม่คาดคิด(65:2-3)" การโต้เถียงระหว่างผมกับเธอรุนแรงขึ้น ผู้อำนวยการใหญ่โกรธเรามากเขาเลยไล่เราออกไปจากออฟฟิศ...ผมทั้งสงสารเธอแล้วก็โกรธเธอ เรากลับไปที่ห้องพักเพื่อคิดกันว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ผมพยายามทำให้เธอยอมตามเหตุผลของผม เธอก็พยายามทำให้ผมยอมตามเหตุผลของเธอ จนกระทั่งดึก... เราละหมาดอิชาอฺ ผมรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับสิ่งที่เจอมาในวันนี้ เรารับประทานอะไรกินนิดหน่อย แล้วผมก็เตรียมตัวนอน คุณจะนอนได้อย่างไร? เมื่อเธอเห็นผมกำลังจะนอน สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไป เธอหันมาหาผมแล้วถามว่า:"คอลิดค่ะ คุณจะนอนแล้วหรือค่ะ?" ผมตอบว่า:"ครับ ผมอยากพักให้หายเหนื่อยซักหน่อย" เธอบอกว่า:"ซุบฮานัลลอฮฺ ในช่วงเวลาอย่างนี้คุณยังจะนอนอีกหรือค่ะ? ตอนนี้เราอยู่ในสภาพที่ต้องพึ่งพาต่ออัลลอฮฺอย่างที่สุด...ลุกขึ้นเถิดน่ะค่ะแล้วขอความช่วยเหลือจากพระองค์ นี่เป็นช่วงเวลาแห่งการวอนขอน่ะค่ะ" ผมจึงลุกขึ้นละหมาด เท่าที่พระองค์จะประสงค์ให้ผมละหมาดได้ หลังจากนั้นผมก็นอนหลับ ส่วนเธอ..เธอยังคงยืนอยู่ ละหมาด และละหมาด ทุกครั้งที่ผมตื่นขึ้นมา ผมจะเห็นเธอรุกั๊วะ หรือไม่ก็สุญูด หรือไม่ก็ยืน หรือไม่ก็ขอดุอาอฺ หรือไม่ก็ร้องไห้อยู่ จนกระทั่งแสงอัลฟัจญรฺขึ้น ผมตื่นขึ้นมา เธอบอกผมว่า:"เข้าเวลาศุบฮฺแล้วค่ะ ลุกขึ้นมาละหมาดด้วยกันเถอะค่ะ" ผมจึงลุกขึ้นอาบน้ำละหมาดแล้วเราก็ละหมาดด้วยกัน หลังจากนั้นเธอก็นอนพักผ่อนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากดวงอาทิตย์ขึ้น เธอก็ตื่นขึ้นและบอกว่า:"ไปค่ะ เราไปที่สถานกงสุลกันเถอะ" ผมจึงถามเธอว่า:"ไปสถานกงสุลหรือครับ? ไปทำไมล่ะครับ? ในเมื่อเราไม่มีรูปถ่ายแบบที่เขาต้องการนี่" เธอบอกว่า:"เราจะไปแล้วก็จะพยายามอีกครั้งค่ะ อย่างเพิ่งเบื่อหน่ายต่อความเมตตาของอัลลอฮฺ(12:87)ซิค่ะ อย่าสิ้นหวังในความเมตตาของอัลลอฮฺ เราจะไปที่สถานกงสุลกันค่ะ" ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ เมื่อเราเข้าไปในสถานกงสุลก้าวแรกพวกเขาต่างก็มองภรรยาของผม พวกเขาจำเธอได้เพราะฮิญาบของเธอ มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเรียกเธอและถามว่า:"คุณคือคนที่มาติดต่อเมื่อวานใช่มั๊ยครับ?" เธอตอบว่า:"ใช่ค่ะ" เจ้าหน้าทีคนนั้นยื่นพาสปอร์ตให้เธอและบอกว่า:"นี่พาสปอร์ตของคุณครับ" มันเป็นพาสปอร์ตที่เสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์ มีรูปถ่ายของเธอที่คลุมฮิญาบด้วย เธอยิ้ม หันมาหาผมและบอกว่า:"ฉันบอกคุณแล้วใฃ่มั๊ยค่ะว่า-ผู้ใดที่ยำเกรงต่ออัลลอฮฺพระองค์ก็จะทรงหาทางออกให้แก่เขา-(65:2)" เมื่อเราจะกลับ เจ้าหน้าที่ก็บอกกับเราว่า:"แต่คุณต้องกลับไปที่เมืองที่คุณอยู่ก่อนนะครับ แล้วก็ประทับตราพาสปอร์ตที่นั่น" เราจึงกลับไปยังเมืองที่เราจากมาครั้งแรก ผมนึกในใจว่า"นี่เป็นโอกาสดีที่เราจะได้เยี่ยมครอบครัวของเธอด้วยก่อนจะเดินทางกลับรัสเซีย" เราเดินทางไปถึงเมืองที่ครอบครัวของเธออยู่และเช่าห้องพักไว้ห้องหนึ่ง แล้วเราก็ไปประทับตราพาสปอร์ตกัน การเดินทางที่แสนเจ็บปวด หลังจากนั้นเราก็ไปเยี่ยมครอบครัวของเธอ(บ้านของเธอเป็นบ้านเก่าๆเล็กๆ) เมื่อเราเคาะประตูพี่ชายคนโตของเธอเป็นคนมาเปิดประตู เขาเป็นชายหนุ่มที่มีกล้ามเป็นมัดๆ ภรรยาของผมดีใจมากที่ได้เห็นพี่ชายของเธอ เธอเปิดหน้าและยิ้มให้เขา ส่วนพี่ชายของเธอนั้น เมื่อเขาเห็นเธอสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปมากระหว่างดีใจที่เห็นเธอกลับมาได้อย่างปลอดภัยและแปลกใจกับเสื้อผ้าชุดดำของเธอที่ปกปิดทุกส่วนของร่างกาย ภรรยาของผมเข้าไปในบ้านอย่างยิ้มแย้ม เธอกอดพี่ชายของเธอ ผมเดินตามเธอเข้าไปและนั่งอยู่ที่ห้องรับแขกคนเดียว ส่วนเธอก็เข้าไปในห้องด้านใน ผมได้ยินเธอคุยกับพวกเขาด้วยภาษารัสเซีย...ผมไม่เข้าใจสิ่งที่พวกเขาพูดกันเลย แต่ผมสังเกตได้ว่าเสียงนั้นสูงและเริ่มดังขึ้น!! พวกเขาตะโกนกันเสียงดังมาก!! ผมรู้สึกว่ามันต้องเป็นเรื่องเลวร้ายแน่ๆ แต่ผมก็ไม่สามารถที่จะแน่ใจในอะไรได้เลยเพราะผมไม่เข้าใจภาษาที่พวกเขาพูด ทันใดนั้น ก็มีเสียงดังมาจากห้องใกล้ๆกับห้องที่ผมอยู่ มีผู้ชายสามคนเดินเข้ามานำมาด้วยชายที่มีอายุ พวกเขาเข้ามาหาผม ทีแรกผมคิดว่าเขาจะมาต้อนรับลูกเขยของเขา...แต่พวกเขาจู่โจมเข้ามาหาผมเหมือนสัตว์ร้าย การต้อนรับเปลี่ยนเป็นการเตะ ต่อย ตี และตบ!!! ผมป้องกันตัวเองและตะโกนขอความช่วยเหลือจนกระทั่งหมดแรง ผมรู้สึกว่าจุดจบของผมต้องอยู่ที่บ้านหลังนี้แน่ๆ พวกเขารัวหมัดใส่ผมและเตะผมรุนแรงขึ้น ผมมองไปรอบๆพยายามมองหาทางออก พอผมเห็นประตูแล้วผมก็ลุกขึ้นและเปิดประตูหนีออกไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาตามผมมา ผมเลยหลบเข้าไปในฝูงชน จนกระทั่งผมหนีจากพวกเขาได้ ผมจึงกลับไปห้องพักซึ่งไม่ไกลจากบ้านพวกเขานัก... ผมล้างเลือดออกจากใบหน้าและปาก ผมมองที่หน้าของผมมีร่องรอยของการถูกซ้อมที่หน้าผาก แก้ม และจมูก ที่ปากของผมเลือดยังคงไหลออกมาไม่หยุด เสื้อผ้าของผมฉีกขาด ขอบคุณอัลลอฮฺทีให้ผมรอดพ้นมาจากสัตว์ร้ายพวกนั้นได้...แต่ภรรยาของผมล่ะ ตอนนี้เธอจะเป็นอย่าไรบ้าง?...ภาพของเธอปรากฎขึ้นในความคิดของผม เธอจะเผขิญหน้ากับการทุบตีเตะต่อยอย่างนั้นได้อย่างไร??? ผมเป็นผู้ชายผมยังแทบแย่ แต่นี่เธอเป็นผู้หญิง เธอจะเป็นอย่างไรบ้างน่ะ??!! หรือว่าเราต้องจากกันจริงๆ? ชัยฎอนเริ่มทำงานของมันอย่างรวดเร็ว มันบอกผมว่า:"เธอคงจะออกจากอิสลามแล้วกลับไปเป็นคริสเตียนแล้วล่ะ แกกลับไปประเทศของแกคนเดียวเถอะ" ผมสับสนลังเล ผมจะอยู่ทำอะไรล่ะที่ประเทศนี้? ผมจะไปที่ไหน? แล้วจะทำตัวยังไง? ชีวิตของคนที่นี่ก็ราคาถูกมาก คุณสามารถจ้างให้ชายคนหนึ่งไปฆ่าคนได้ในราคาเพียง10ดอลลาร์!!! โอ..ผมจะทำอย่างไรดีถ้าพวกเขาทรมานเธอจนเธอต้องบอกพวกเขาว่าผมพักอยู่ที่ไหน พวกเขาต้องส่งคนมาฆ่าผมแน่ๆ...ผมลงกลอนประตูและขังตัวเองอยู่แต่ในห้องจนกระทั่งรุ่งเช้า ในตอนเช้า ผมเปลี่ยนเสื้อผ้าและออกไปสืบข่าวคราวของเธอ ผมเฝ้ามองบ้านของพวกเขาจากที่ไกล สังเกตุทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนั้น ประตูบ้านปิดอยู่ แต่ผมก็ยังเฝ้าสังเกตุอยู่อย่างนั้น ทันใดนั้น ประตูบ้านก็เปิดออกมีชายสามคนออกมาจากบ้านหลังนั้น พวกนี้แหละที่ซ้อมผมเมื่อวาน ดูท่าทางพวกเขากำลังออกไปทำงาน จากนั้นประตูก็ถูกปิดและล๊อคกลอน ผมยังเฝ้าสังเกตุอยู่ที่เดิมได้แต่หวังว่าจะได้เห็นหน้าภรรยาของผมบ้าง แต่ไม่มีประโยชน์ ประตูบ้านถูกปิดล๊อคอยู่ในสภาพนั้นอีกหลายชั่วโมงจนกระทั่งชายสามคนนั้นกลับมาจากทำงานและเข้าไปในบ้าน...ผมรู้สึกเหนื่อยจึงกลับไปที่ห้องพัก ในวันที่สอง ผมเฝ้าสังเกตุอยู่ที่เดิมแต่ก็ไม่เห็นภรรยาของผม...วันที่สามก็เช่นกัน ผมรู้สึกสิ้นหวังว่าเธอจะมีชีวิตอยู่ บางทีเธออาจจะตายไปแล้วเพราะโดนซ้อมหนัก หรืออาจจะถูกฆ่า!!! แต่ถ้าเธอตายแล้วจริงๆ อย่างน้อยก็ต้องมีการเคลื่อนไหวในบ้านบ้างละน่า จะต้องมีคนมาเยี่ยมหรือไว้อาลัยบ้าง แต่นี่ผมไม่เห็นมีอะไรผิดปกติเลย ผมพยายามทำให้ตัวเองเชื่อว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ และเราจะได้พบกันในเร็วๆนี้ ได้พบเจอ... ในวันที่สี่ ผมไม่สามารถทนนั่งเฉยๆอยู่ในห้องได้อีกต่อไป ผมไปเฝ้าสังเกตุบ้านพวกเขาจากที่ไกล...เมื่อชายสามคนนั้นออกไปทำงานตามปกติแล้วผมมองไปที่บ้านของเธออย่างมีความหวัง ทันใดนั้น..ประตูบ้านก็เปิดออก นั่น!ภรรยาของผมเธอยืนอยู่ที่ประตู เธอมองซ้ายมองขวาเหมือนหาอะไรซักอย่าง ผมมองที่ใบหน้าของเธอ ที่หน้าของเธอเป็นรอยจ้ำแดงๆเขียวๆเพราะโดนซ้อมอย่างหนักหน่วง เสื้อผ้าของเธอถูกย้อมไปด้วยเลือด ผมรู้สึกตกใจในสภาพของเธอและรู้สึกสงสารเธอมาก ผมวิ่งเข้าไปหาเธออย่างรวดเร็ว ผมเห็นเธอชัดเจนขึ้น เลือดยังคงไหลออกมาจากแผลบนใบหน้าของเธอ มือและเท้าของเธอเต็มไปด้วยเลือด เสื้อผ้าของเธอฉีกขาด ที่ปกปิดร่างกายเธอไว้ตอนนี้เป็นเหมือนเศษผ้าขี้ริ้วเท่านั้น เท้าของเธอถูกล่ามโซ่เอาไว้ด้วย!! มือทั้งสองข้างของเธอก็ถูกล่ามเอาไว้ข้างหลัง ผมร้องไห้เมื่อเห็นเธอ ผมไม่สามารถบังคับตัวเองได้ ผมตะโกนเรียกเธอแต่ไกล การยืนหยัดและคำสั่งเสีย เธอ(ซึ่งปาดน้ำตาและสะอึกสะอื้นอยู่)บอกผมว่า:"ฟังฉันน่ะค่ะคอลิด คุณไม่ต้องเป็นห่วงฉัน เรามีสัญญาของพระองค์ที่เป็นสัญญาที่มั่นคงที่สุดน่ะค่ะ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺผู้ซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ สิ่งที่ฉันเจออยู่ตอนนี้เทียบไม่ได้แม้เพียงเสี้ยวหนึ่งของสิ่งที่บรรดาศอฮาบะฮฺและตาบีอีนเคยประสบ ยิ่งเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่บรรดานบีและร่อซู้ลเคยเจอมาก่อน ฉันขอร้องน่ะค่ะคอลิด อย่าเข้ามาหาฉันอย่าเข้ามาในบ้านของครอบครัวฉัน คุณหนีไปให้เร็วที่สุดเลยน่ะค่ะแล้วรอฉันอยู่ที่ห้องพัก ฉันจะไปหาคุณเองค่ะ อินชาอัลลอฮฺ ...ช่วยขอดุอาอฺมากๆด้วยน่ะคะ ละหมาดกิยามุ้ลลัยลฺมากๆน่ะค่ะ" ผมจากเธอมาด้วยความเจ็บปวดและสงสารเธออย่างที่สุด ผมอยู่ที่ห้องพักหนึ่งวันเต็มๆ ได้แต่รอคอยและหวังว่าเธอจะกลับมา...วันทีสองก็ผ่านไป...จนกระทั่งวันที่สาม วันที่สาม ในตอนดึกมีคนมาเคาะประตูห้อง ผมรู้สึกกลัว..ใครกัน ใครมาเคาะประตูห้อง ผมกลัวมาก...ใครจะมาเคาะประตูห้องตอนกลางดึกอย่างนี้น่ะ?!!! หรือครอบครัวของเธอจะรู้ที่อยู่ผมแล้ว เธออาจจะบอกพวกเขา พวกเขาเลยมาฆ่าผม ระหว่างผมกับความตายไม่มีอะไรมากั้นแล้วนอกจากเส้นผมเพียงเส้นเดียวเท่านั้น ผมจึงถามกลับไปว่า:"ใครน่ะ?" เป็นเสียงของภรรยาของผมที่ตอบกลับมาอย่างสงบว่า:"เปิดประตูเถิดค่ะคอลิด นี่ฉันเองค่ะ" ...เหมือนมีแสงสว่างฉายเข้ามาในห้องนี้...ผมเปิดประตู เธอเข้ามาในสภาพที่เหมือนเพิ่งลุกขึ้นมาจากกองผ้าขี้ริ้ว มีบาดแผลเต็มตัว เธอบอกผมอย่างรวดเร็วว่า:"ไปค่ะ เราต้องรีบไปเดี๋ยวนี้เลย" ผมบอกเธอว่า:"ทั้งๆที่คุณยังอยู่ในสภาพนี้น่ะหรือ?" เธอบอกว่า:"ใช่ค่ะ เราต้องไปอย่างเร็วที่สุดเลยด้วย" ผมลงมือเก็บกระเป๋า เธอเอาฮิญาบและเสื้อคลุมชุดสำรองออกมาและเปลี่ยนเสื้อผ้า เราเก็บของทุกอย่างและลงไปข้างล่างและเรียกรถแท๊กซี่ เธอปล่อยร่างที่หิวโหยและโดนทำร้ายจนย่อยยับลงบนเบาะรถแท๊กซี่ สู่สนามบิน พอเราขึ้นรถแท๊กซี่ผมก็บอกคนขับรถเป็นภาษารัสเซียว่า:"ไปสนามบิน" ผมพอรู้ภาษารัสเซียบ้างบางคำ แต่ภรรยาของผมบอกว่า:"ไม่ค่ะ เราจะไม่ไปที่สนามบินแต่เราจะไปที่อีกจังหวัดหนึ่งค่ะ" ผมถามเธอว่า:"ทำไมล่ะครับ? ก็เราจะหนีกันไม่ใช่หรือ?" เธอบอกว่า:"ใช่ค่ะ แต่ว่าถ้าครอบครัวของฉันรู้ว่าฉันหนีออกมาได้เขาต้องไปตามหาเราที่สนามบินแน่ๆค่ะ แต่เราจะหนีไปที่จังหวัดนี้ก่อน" เมื่อเราไปถึงจังหวัดนั้นเราก็ลงจากรถและขึ้นแท๊กซี่ไปอีกจังหวัดหนึ่ง และนั่งรถต่อไปอีกยังจังหวัดที่สาม และนั่งรถไปยังเมืองอีกเมืองหนึ่งที่มีสนามบินนานาชาติตั้งอยู่ เมื่อเราไปถึงที่สนามบิน เราก็เจออุปสรรคในการกลับไปประเทศของเราอีกเพราะเครื่องบินดีเลย์ เราเลยเช่าห้องพักห้องหนึ่งและพักที่นั่น เมื่อเราเข้าไปในห้องและรู้สึกว่าปลอดภัยแล้วภรรยาของผมก็ถอดเสื้อคลุมของเธอออก ผมมองเธอ...ยาอัลลอฮฺ!บนร่างกายของเธอไม่มีที่ใดเลยที่จะว่างเว้นไปจากบาดแผลและเลือด!!! ผิวหนังแตกยับ เลือดเกรอะกรัง ผมถูกตัดจนสั้น ปากเป็นรอยจ้ำเขียวๆ เรื่องราวที่โหดร้าย ผมถามเธอว่า:"เกิดอะไรขึ้นกับคุณบ้าง? เล่าให้ผมฟังซิครับ" เธอเล่าว่า:"เมื่อเราเข้าไปในบ้าน ฉันนั่งอยู่กับครอบครัวของฉันพวกเขาถามฉันว่า"นี่ชุดอะไร?" ฉันตอบว่า"นี่เป็นเสื้อผ้าแบบอิสลามค่ะ" พวกเขาถามอีกว่า"แล้วผู้ชายคนนั้นเป็นใครกัน?" ฉันบอกว่า"สามีของหนูค่ะ หนูเข้ารับอิสลามและแต่งงานกับชายมุสลิมคนนั้นค่ะ" พวกเขาบอกว่า"เป็นไปไม่ได้ มันจะเป็นแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด" ฉันบอกพวกเขาว่า "ฟังหนูเล่าเรื่องทั้งหมดตั้งแต่แรกก่อนน่ะค่ะ" ฉันเล่าให้พวกเขาฟังเรื่องชายรัสเซียที่หลอกฉันมาและชักจูงให้ฉันไปทำชั่ว และฉันหนีมาจากเขาได้อย่างไร แล้วหลังจากนั้นฉันก็ไปขอความช่วยเหลือจากคุณ" พวกเขาบอกว่า "ถ้าหากว่าเธอไปทำชั่วนั่นก็ยังจะดีกว่าที่เธอจะไปเป็นมุสลิม"...แล้วพวกเขาก็บอกฉันว่า"เธอจะไม่มีทางออกไปจากบ้านหลังนี้เด็ดขาด นอกจากจะออกไปในสภาพออร์ธอด๊อกซ์หรือไม่ก็เป็นศพออกไป!!" พวกเขาเอามือฉันมัดไว้ข้างหลังแล้วก็ออกไปทำร้ายคุณ ฉันได้ยินเสียงพวกเขาซ้อมคุณ ได้ยินเสียงคุณร้องขอความช่วยเหลือ แต่ฉันถูกล่ามอยู่ พอคุณหนีออกไปได้พวกพี่ๆก็กลับมาหาฉัน พวกเขาด่าว่าฉัน..หลังจากนั้นพวกเขาก็ออกไปซื้อโซ่แล้วก็เอามาล่ามฉันไว้แล้วพวกเขาก็เฆี่ยนฉัน...ทุกๆวันพวกเขาจะเริ่มทำร้ายทุบตีฉันตั้งแต่หลังอัศรฺไปจนถึงเวลานอน ในตอนเช้า พ่อและพี่ๆของฉันออกไปทำงาน แม่ของฉันอยู่ในบ้าน ฉันมีเพียงน้องสาวอายุ15คอยอยู่เฝ้า เธอเข้ามาแล้วก็มาหัวเราะเยาะสภาพของฉัน นั่นเป็นช่วงเวลาเดียวที่ฉันได้พัก...คุณเชื่อมั๊ยค่ะ? พวกเขาเฆี่ยนฉันจนกระทั่งฉันสลบไปครั้งแล้วครั้งเล่า พวกเขาต้องการจากฉันเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นคือให้ฉันออกจากอิสลาม ฉันปฎิเสธพวกเขาและอดทน...หลังจากนั้นน้องสาวของฉันก็เริ่มให้ความสนใจ เธอถามฉันว่า"ทำไมพี่ถึงละทิ้งศาสนาของพี่ ทิ้งศาสนาของแม่ ทิ้งศาสนาของพ่อ ทิ้งศาสนาของปู่ย่าตายาย?" พระองค์จะทรงหาทางออกให้แก่เขา ฉันพยายามทำให้เธอยอมรับในอิสลา อธิบายให้เธอฟังในเรื่องศาสนา เรื่องเตาฮีด...เธอเริ่มรู้สึกยอมรับ อิสลามเริ่มส่งผลกับเธอ!!! เธอบอกฉันว่า:"พี่ทำถูกแล้ว ศาสนานี้เป็นศาสนาที่ถูกต้อง นี่เป็นศาสนาที่พี่ต้องยึดมั่นและปฎิบัติตาม...หนูก็ด้วยเหมือนกัน!!!" แล้วเธอก็บอกฉันว่า:"หนูจะช่วยพี่" ฉันเลยบอกเธอว่า:"ถ้าอยากช่วยพี่จริงๆ ช่วยให้พี่ได้พบกับสามีพี่ทีเถอะ!" น้องสาวของฉันขึ้นไปชั้นบนของบ้านแล้วก็มองหาคุณ เธอเห็นคุณเดินไปเดินมาอยู่ เธอบอกฉันว่า:"หนูเห็นผู้ชายคนนึง ลักษณะอย่างนี้ๆๆๆ" ฉันบอกเธอว่า:"ใช่แล้ว นั่นแหละสามีพี่...พอน้องเห็นเขาแล้วเปิดประตูบ้านให้พี่น่ะ พี่จะคุยกับเขา" และเธอก็เปิดประตูบ้าน ฉันได้ออกไปคุยกับคุณแต่ว่าฉันไม่สามารถออกไปหาคุณได้เพราะว่าฉันถูกล่ามเอาไว้ด้วยโซ่สองเส้น และกุญแจก็อยู่กับพี่ชายทั้งสองคนของฉัน แล้วก็มีโซ่เส้นที่สามที่ล่ามฉันเอาไว้กับเสาบ้านเพื่อที่ฉันจะได้หนีไปไหนไม่ได้ กุญแจของโซ่เส้นที่สามนี้อยู่กับน้องสาวของฉันเพื่อที่เธอจะได้ปล่อยฉันตอนไปเข้าห้องน้ำ เมื่อฉันได้คุยกับคุณแล้วฉันขอให้คุณรออยู่จนกว่าฉันจะไปหา ตอนนั้นฉันถูกล่ามโซ่อยู่ ฉันได้ทำให้น้องสาวของฉันยอมรับในอิสลามแล้ว(ด้วยกับความช่วยเหลือของอัลลอฮฺ) เธอเข้ารับอิสลามและต้องการที่จะช่วยเหลือฉัน เธอตกลงที่จะช่วยให้ฉันหนีออกไปจากบ้านหลังนี้ แต่ว่ากุญแจโซ่นั้นอยู่กับพี่ชาย...ในวันหนึ่ง เธอได้เตรียมเหล้าให้กับพี่ชายทั้งสองคน เป็นเหล้าที่แรงมาก พวกเขาดื่ม ดื่ม และดื่ม จนกระทั่งพวกเขาเมาเต็มที่และไม่รู้เรื่องอะไรเลย หลังจากนั้นเธอก็เอากุญแจมาจากกระเป๋าเสื้อของพี่ชายแล้วไขกุญแจโซ่ให้ฉัน จากนั้นฉันก็ออกมาหาคุณตอนกลางดึก ผมถามเธอว่า:"แล้วน้องสาวของคุณละครับ เกิดอะไรขึ้นกับเธอ?" เธอบอกว่า:"ฉันบอกเธอว่า อย่าเพิ่งบอกพวกเขาถึงอิสลามของเธอ พวกเราจะหาทางช่วยเธอ" ...คืนนั้นเราได้นอนหลับพักผ่อน วันต่อมาเราเดินทางกลับประเทศของเรา เมื่อเราเดินทางไปถึงภรรยาของผมต้องเข้าโรงพยาบาลและนอนพักรักษาตัวที่นั่นหลายวัน และเราได้ขอดุอาอฺจากพระองค์ ขอพระองค์ได้โปรดให้น้องสาวของเธอมั่นคงอยู่บนศาสนาของพระองค์ด้วยเถิด...
จากหนังสือ إنهاملكة - د.محمد العريفى ปล. ฝีมือการแปลไม่เก่งกาจ ถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาไทยได้ไม่สวยงามเท่าต้นฉบับภาษาอาหรับ แต่... เป็นรื่องราวที่..แปลทั้งน้ำตา...จริงๆน่ะ มีอุมมีที่ไม่เหมือนใคร - ผ้าซะญะดะฮฺของแชผ้าซะญะดะฮฺของแช...
เป็นภาพของผ้าที่ฉันจำติดตาเลยว่าเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีเขียว
เลือนลางเป็นสีขาวตุ่นๆตรงรอยเท้าทั้งสอง รอยหัวเข้าทั้งสอง รอยฝ่ามือทั้งสอง และรอยหน้าผาก
เป็นรอย 7 สัมผัสที่ประกาศความเป็น 1 ของพระเจ้าองค์เดียว
มาเนิ่นนานหลายปี...
ฉันจำได้ว่าผ้าผืนนี้ถูกปูไว้ข้างๆที่นอนของแช
เป็นสิ่งที่แชใช้มันทั้งกลางวันและกลางคืน
เป็นที่ๆแชหันกลับมาหลังจากให้สลาม แล้วบอกพวกหลานๆที่จะย่องออกไปว่า "ละหมาดสุนัตก่อน"
เป็นที่ๆแชนั่งอ่านและสอนอัลกุรอ่าน เป็นที่ๆแชใช้ละหมาดสุนัต หลังจากละหมาดฟัรฎูที่มัสยิด
เป็นที่ๆแชใช้ละหมาดฟัรฎู เมื่อต้องนำคนจำนวนมากละหมาดที่บ้าน
ฉันเคยถามแชว่า "แชจ๋า ไม่เปลี่ยนอันใหม่หรออันนี้เก่าแล้ว"
แชบอกว่า "ฮื้อ..อันนี้แหละดีแล้ว"
...
..
ตอนนี้ผ้าผืนนั้นอยู่ไหนแล้ว...ไม่รู้
คนที่เคยใช้ผ้าผืนนั้น อยู่ในที่ที่เป็น...ที่รู้
จะเป็นอย่างไร...ไม่รู้
เจ้าของผ้าและเจ้าของผู้ใช้ผ้าเท่านั้น...ที่รู้
..
...
ฉันเคยบอกอุมมีว่า "ซื้ออันใหม่ให้แชดีกว่าอุมมี เอาแบบนุ่มๆเลย"
อุมมีบอกว่า "เอาซิลูก"
ฉันถามอุมมีว่า "แล้วผืนเก่านี้เราจะเอายังไงดี???"
อุมมีบอกว่า "ผ้าผืนเก่านี้จะเป็นพยานให้กับแชในวันกิยามะฮฺ ทุกรอยสุญูดจะไปยืนยันกับพระองค์..." มีดุอาอฺมาให้ - ดุอาอฺทบทวนบทเรียน دعاء المذاكرةدعاء قبل المذاكرة
اللهم إنى أسألك فهم النبيين و حفظ المرسلين و الملائكة المقربين
اللهم اجعل ألسنتنا عامرة بذكرك وقلوبنا بخشيتك وأسرارنا بطاعتك إنك على كل شئ قدير
وحسبنا الله ونعم الوكيل
ดุอาอฺก่อนทบทวนบทเรียน
คำอ่าน
อัลลอฮุมมะอินนี อัสอะลุกะ ฟะฮฺมันนะบียีน วะฮิฟซั้ลมุรซะลีน วัลมลาอิกะตั้ลมุก็อรร่อบีน
อัลลอฮุมมัญอัลอัลซินะตะนาอามิเราะตันบิซิกริกะ วะกุลูบะนาบิค็อชยะติกะ วะอัซรอร่อนาบิฏออะติกะ
อินนะกะอะลากุ้ลลิชัยอินก่อดีร
วะฮัซบุนัลลอฮุ วะนิอฺมัลวะกีล
คำแปล
โอ้อัลลอฮฺ ข้าพระองค์วอนขอจากพระองค์ ซึ่งความเข้าใจ(เช่นความเข้าใจ)ของบรรดานบี ขอการท่องจำ(เช่นการท่องจำ)ของบรรดาร่อซู้ลและบรรดามลาอิกะฮฺ ผู้ซึ่งอยู่ใกล้ชิดพระองค์
โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ได้โปรดทำให้ลิ้นของข้าพระองค์ยั่งยืนอยู่ด้วยกับการรำลึกถึงพระองค์ ได้โปรดทำให้หัวใจของข้าพระองค์(ยั่งยืน)ด้วยกับการเกรงกลัวพระองค์ และได้โปรดทำให้ริ้วรอยของข้า(ยั่งยืน)ด้วยกับการยำเกรงพระองค์
แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ยิ่งในความสามารถต่อทุกๆสิ่ง
ข้าพระองค์เพียงพอแล้วแค่พระองค์ และนั่นเป็นการมอบหมายที่ดีงามที่สุด
..............................................
دعاء بعد المذاكرة
اللهم إنى أستودعك ما قرأت ومافحظت فرده على عند حاجتى إليه إنك على كل شئ قدير
وحسبنا الله و نعم الوكيل
ดุอาอฺหลังจากทบทวนบทเรียน
คำอ่าน
อัลลอฮุมมะอินนี อัสเตาดิอุกะ มาก่อเราะตุ วะมาฮะฟิซตุ ฟะรุดดะฮูอะลัยยะอินดะฮาญญะตีอิลัยฮิ
อินนะกะอะลากุ้ลลิชัยอินก่อดีรฺ
วะฮัซบุนัลลอฮุ วะนิอฺมัลวะกีล
คำแปล
โอ้อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอฝากไว้กับพระองค์ซึ่งสิ่งที่ข้าพระองค์ได้อ่านและได้ท่องจำไป และโปรดคืนมันให้แก่ข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์มีความต้องการ(มีความจำเป็นต่อความรู้นั้น)ด้วยเถิด
แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ยิ่งในความสามารถต่อทุกๆสิ่ง
ข้าพระองค์เพียงพอแล้วแค่พระองค์ และนั่นเป็นการมอบหมายที่ดีงามที่สุด
|
||||||
|
|